ข้อดีของ Thailand got talent

posted on 16 May 2011 03:29 by ratchai  in Variety
กระแสการต่อต้านรายการ Thailand got talent เกิดขึ้นมาจากหลายๆสาเหตุ ทั้งในเรื่องของกรรมการ การแสดงที่เน้นความสงสาร การแสดงออกสิ่งที่เป็นไทยจนเกินไป หรือโกหกหลอกลวงผู้ชมทางโทรทัศน์ แม้ว่าจะมีหลายๆคนออกมาด่าหรือต่อว่ารายการด้วยเหตุผลทางด้านลบผ่านสื่อต่างๆมากมาย กลับไม่ค่อยมีกระแสวิจารณ์ในทางบวกบ้าง ก็เลยขอถือโอกาสใช้พื้นที่นี้แสดงความคิดเห็น
แม้ว่าจะมีคนมาต่อว่า ว่าหลอกลวงอย่างไรก็ตาม การแสดงที่ดีก็มีมากมาย เป็นการแสดงที่ให้ความสนุกสนาน ความบันเทิง และความภูมิใจในชาติไทยของเรา หากผู้ที่มีปัญญาพิจารณามองเห็นในแง่บวกนี้ ก็ย่อมวางของเสียทิ้ง รับแต่ของดี เปรียบเทียบกับละครน้ำเน่า "เรยา" ที่ทุกคนพูดนักหนาว่ามีปัญญาแยกถูกผิดได้ ยามที่ถูกตัดฉากแย่ๆออกไป มีตัววิ่งขึ้น กลับได้รับการต่อต้านอย่างงงๆ เหมือนคนอยากเห็นฉากไม่ดีๆในละคร มากกว่าสิ่งดีๆจากนักแสดงบนเวที ที่จริงกระผมเห็นด้วยกับการที่ตัดฉากเช่นนั้นเพราะยังมีเด็กทางบ้านรับชมสิ่งเหล่านี้อยู่ โดยผู้ใหญ่ผู้ปกครองไม่ได้สนใจถึงคำเตือนหรือเรตติ้งเลย
"จิต" ตามธรรมชาติแล้วจะรับและซึมสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ยิ่งซึมซับประจำทุกๆวัน ยิ่งมีผลต่อพฤติกรรมไม่มากก็น้อย อย่างที่พระท่านสอนให้แผ่เมตตาทุกวันเพื่อให้จิตมีเมตตา (อาจิณกรรม เป็นกรรมที่มีผลมาก) ถ้าหากเรารับฟังสิ่งที่ผิดศีลธรรมหรือความกร้าวร้าวเป็นประจำ ย่ิอมส่งผลไปถึงจิตข้างในลึกๆเป็นอย่างแน่นอน รับฟังแต่ความหม่นมัวก็ย่อมทำให้จิตใจหม่นหมอง รับฟังสิ่งที่ดีเป็นประจำอยู่เสมอย่อมส่งผลให้เราคิดดีอยู่เสมอ การคิดดีเป็นประจำในระยะยาวก็ย่อมทำให้เราทำดีโดยปริยาย
เปรียบเทียบสองรายการนี้แล้ว TGT ถึงจะหลอกผู้ชมโดยผู้ชมไม่เต็มใจซึ่งต่างจาก เรยา ที่ผู้ชมเต็มใจให้โดนหลอก ถ้าหากวางข้อเสียตรงนี้ลงได้ เราจะเห็นได้ชัดว่า TGT ก็เป็นรายการที่ให้ประโยชน์ นำเสนอถึงความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่
การที่เด็กน้อย คนพิการ ที่ผ่านเข้ารอบมาแบบไม่ถูกหูถูกตาท่านผู้ชมเท่าไรนัก จนคนดูเบื่อถึงกับเลิกดูและแอนตี้ไป ในส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าหาก เด็ก คนที่น่าสงสาร หรือคนพิการ ได้รางวัลชนะเลิศขึ้นมา ถึงการแสดงอาจจะสู้คนอื่นไม่ได้ แต่อย่างน้อย เราก็ได้รู้ว่า คนไทยยังคงมีน้ำใจ รักและเมตตาเด็ก คนไทยยังอยากช่วยเหลือคนที่หาเงินเพื่อผ่าตัดหัวใจแม่ คนไทยต้องการช่วยเหลือผู้ที่มีความต้องการทางด้านทุนทรัพย์ ทางผู้แสดงที่แพ้ก็คงไม่ได้รู้สึกเสียใจ ที่ได้มีโอกาสแสดงออกให้ผู้ชมทั่วประเทศและทำให้คนดูมีความสุข ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้ชนะเลิศก็ตาม เป็นผมก็คงดีใจ ที่ผู้ที่มีความต้องการทางการเงิน ได้รับสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตเค้าจริงๆ
 
      ไม่รู้ช่วงนี้เป็นโรคอะไร ถึงได้อยากเขียนประชดสังคมนัก แต่ก็อยากจะเล่าให้กับผู้คนได้ฟัง
เมื่อปีก่อน ผมได้เป็นอาสาสมัครช่วยสอนสมาธิให้กับ นักเรียนเด็กๆประถมกลุ่มหนึ่ง ที่จังหวัดลำปาง
เด็กๆน่ารักมาก ตั้งใจเดินจงกรมนั่งสมาธิจนน่าแปลกใจ หลังจากจบคาบแล้ว วิชาต่อไปเป็นภาษาอังกฤษ
      มีฝรั่งคนนึงจากประเทศอเมริกาที่มาตั้งรกรากอยู่ในจังหวัดลำปางด้วยเหตุผลที่ว่า เงียบสงบ
เ้ค้าเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆ โดยวิธีการของเค้าก็คือ สร้างหุ่นกระบอก ซึ่งคงเป็น
ของเล่นให้กับเค้ายามเค้าเด็กๆที่อเมริกา เค้าสอนเด็กๆทำหุ่นมือ แล้วให้มาเล่าเรื่องประกอบฉากเหล่านั้น
พอดีว่าตอนนั้นไม่มีคนแปลให้เด็กๆเข้าใจได้ ก็เลยไปช่วยเค้าแปลให้เด็กๆฟัง
ฝรังคนนั้น เค้าทั้งเลื่อยไม้เอง ทำเองทุกอย่าง ทั้งเวที และ่ฉาก ขณะที่เ้ค้าเล่าเรื่อง ก็เป่า
เครื่องดนตรีไปด้วย เหมือนในหนังเลย น่ารักดี เด็กๆก็ดีนะ ตั้งใจฟังดี
   แต่เรื่่องราวบางอย่างก็เกิดขึ้น จากการสร้างโลกแห่งความเป็นจริงของสื่อ (เพิ่งเขียนไปในบทความก่อน)
พอดีเค้าต้องไปเอาของที่รถเค้า ผมเลยต้องสมบทเป็นนักแสดงจำเป็น แสดงหุ่นมือให้กับเด็กๆ พอดีไม่รู้จะแสดงยังไง ก็เลยเอาหุ่นตัวแรกไปทักทายหุ่นตัวที่สอง แต่เนื่องจากทักทายแรงไปหน่อย กลายเป็นตบ 
นี่เป็นภาพที่อยากให้กระทรวงวัฒนธรรมได้เห็นเป็นที่สุด เด็กๆพากันเฮ อย่างออกนอกหน้า แล้วบอกว่าเอาอีกๆ
ผมก็เลยถามว่า เด็กๆคิดถึงเรื่องอะไร เด็กๆตอบว่า   เมียหลวง   สุดยอดมั้ยคับ ผมก็เลยเลิกแสดงหุ่นมือ
บอกว่าจะเปลียนเรืองนะ เด็กๆไม่ยอมพร้อมใจกันจะเอาเรื่องเมียหลวง สุดท้ายก็กลายเป็นเรื่องเมียหลวงจริงๆ    น่าทึงมากๆ เด็กเค้ามีสมองอันชาญฉลาด สามารถคิดได้พร้อมกันอย่างรวดเร็วหลังจากที่หุ่นกระบอกตบหัวกันแค่ครั้งแรก และก็คิดเหมือนกันด้วย
 
     มันแสดงให้เห็นถึง    ....... จบ 
(ปล. บรรทัดข้างบนมีสองความหมาย คือ เว้นไว้ให้ตอบเอง และอีกความหมายคือ . (จุด) จบ )
 

โลกแห่งความเป็นจริง

posted on 27 Oct 2010 15:32 by ratchai  in Variety
      เมื่อแต่ก่อนที่เรายังเยาว์นัก เราเกิดมาด้วยโลกแห่งความสวยงาม เราฝันถึงสิ่งต่างๆที่ดีๆในอนาคต
วาดฝันถึงสิ่งที่สวยงามรอบตัวเรา ตอนเด็กๆในโรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถมศึกษา โลกมันช่างงดงาม เราฝันถึงอนาคตของตัวเราที่เป็นคนประกอบด้วยปัญญา มีความรู้คู่คุณธรรม และคิดมาตลอดว่า ถ้าหากเราโตขึ้นมา เป็นคนที่เก่ง ดี มีคุณธรรมแล้วหละก็ สังคมย่อมส่งเสริมเปิดโอกาสเราให้เราได้พัฒนาให้เจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอน
    แต่แล้วอะไรคือความจริง เมื่อเราได้โตขึ้น บางทีเราก็ได้เปลี่ยนความคิด สิ่งที่ผู้ใหญ่นั้นสอนเรามาตลอดคือ โลกของความเป็นจริงไม่สวยงามอะไรแบบนั้น เมื่อโตขึ้นมาถึงปีหนึ่ง เราได้รับน้องแบบแปลกๆ ที
เค้าบอกว่าช่วยละลายคนให้เป็นหนึ่ง ตั้งแต่ การตะคอก ตะโกน ด่า เสียดสี เต้นท่าแปลกๆ แต่ก็ได้รับคำชมและเป็นที่รู้จัก ทั้งๆที่หาเหตุผลให้เจริญสติปัญญาไม่เจอ ส่วนตัวผมคิดว่าการรับน้องที่สวยงามกว่านั้นคือการกระทำแห่งความเมตตากรุณา และพูดแต่สิ่งที่มีประโยชน์ หลังจากนั้นก็ได้รับการสอนว่า ดื่มเหล้าเพื่อเข้าสังคมคำสอนนี้ก็เพือให้เรานั้นอยู่ในโลกของความจริงที่เค้าอยู่กัน เราเริ่มกลายเป็นบุคคลในโลกแห่งความเป็นจริง
        เดี๋ยวนี้พวกดารา ที่ถอดเสื้อผ้าถ่ายปกหนังสือ ใครนมโตๆ ก็ได้รับการยกย่องมีหน้ามีตา จนตอนนี้ถึงขึ้นเป็นที่ยอมรับแล้วว่า ผู้หญิงคนนั้น sexy ลีลาดี ที่แท้แล้วตอนที่ผมยังเด็ก นึกว่าคำนี้ไม่ใช่คำชม เป็นคำที่ใช้เรียกผู้หญิงที่แต่งตัวไม่เหมาะสมต่างหาก ถึงเรื่องทางเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ หลายๆคนก็สอนมาเช่นนั้น แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงคำว่าธรรมชาติกับคำว่ามั่วยั่วสังคม ตอนนี้มันกลับกลายเป็นเรื่องที่น่าจับตามองสำหรับชายหลายๆคน
    ดูจากสื่อข่าวคราวบ้านเมืองนั้น มันก็ถูกต้องที่ได้นำเสนอสิ่งที่เป็นจริง ถึงแม้ว่ามันอาจจะมีคนแค่บางส่วน ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่นักข่าวเหล่านั้นไม่ไ้ด้มีคุณธรรมประกอบใจเลย โดยส่วนตัวกระผมแล้ว ข่าวคราวเหล่านั้นส่วนใหญ่ เป็นภาพลบ ลูกทำร้ายพ่อแม่ ครูข่มขืนนักเรียน เด็กกระโดดตึกตาย  คลิปหลุดดารา ข่าวปล้นฆ่าทำร้ายกัน ข่าวเหล่านี้ได้สร้างโลกแห่งความเป็นจริงขึ้นมา สิ่่งเหล่านี้สร้างปัญญาให้กับคนในชาติหรือไม่ มันไม่ได้ทำให้คนเราเข้าใจความจริงเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เป็นจริงอยู่บนโลกคือ โลกธรรม๘ บนโลกของเรามีทั้งดีทั้งชั่วปะปนกันไป ไม่ได้มีแต่ชั่วอย่างเดียว เมื่อเห็นสิ่งเหล่านั้นบ่อยๆเราก็จะเริ่มเห็นสิ่งเหล่านั้นเป็นเืรื่องธรรมดา กระผมท้าว่าลองซื้อหนังสือพิมพ์มาวันนี้ ลองดูว่าข่าวไหนที่ทำให้บ้านเมืองเราเจริญได้บ้าง ข่าวไหนยกย่องบุคคลผู้ควรยกย่องบ้าง ข่าวไหนที่ทำให้เรารู้สึกสบายใจบ้าง ข่าวที่เป็นภาพบวกให้ระบายสีน้ำเงิน ข่าวไหนเป็นภาพลบให้ระบายสีแดง จากนั้นเราจะเห็นว่าที่แท้แล้ว หนังสือพิมพ์ก็มียี่ห้อเดียว คือยี่ห้อสีเแดง เมื่อคนเราไม่สรรเสริญในสิ่งที่ควรสรรเสริญ ไม่เสพย์ในสิ่งที่ควรเสพย์ ไม่ละเว้นจากความชั่ว ไม่ทำจิตในของเราให้บริสุทธิ์  ผู้คนติดตามข่าวเรื่องซึงหาได้มีสาระ และเพิ่มปัญญาให้กับตัวเองไม่ ผู้คนเมามายไร้สติดื่มเหล้าเมายา เรารับในสิงที่เต็มไปด้วยความรุนแรง โลกของเรา ก็เริ่มกลายเป็นโลกแห่งความจริง ที่ทุกๆคนกล่าวขาน
        พอโตมาแล้ว กระผมถึงได้เข้าใจ ที่แท้แล้วก็ได้มาจากกิเลสของเราๆนี่เอง เวลาที่คนเราอยากทำอะไรที่ไม่ดี ทั้งๆที่เรารู้แล้วว่ามันไม่ดี แต่เราต้องการให้มันเป็นที่ยอมรับ เราก็จะชวนคนอื่นๆทำตาม แน่นอนว่าคนอื่นก็ยอมทำตาม มีแค่บางส่วนเท่านั้นที่เสียงแข็งปฏิเสธ (ผมหวังว่าผู้อ่านคงเป็นแบบนั้น) พอสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องธรรมดาแล้ว เค้าเหล่านั้นก็สอนลูกหลานเค้าว่า มันเป็นโลกแห่งความเป็นจริง และลูกของคนเหล่านั้นก็อยากทำชั่วเพิ่มขึ้นมาอีกหลายๆด้าน แล้วก็หาแนวร่วมในการทำสิ่งไร้สาระเหล่านั้น แล้วก็จะสร้างโลกแห่งความเป็นจริงขึ้นมาอีกเป็นทอดๆไป
 
        สุดท้ายแล้ว โลกแห่งความเป็นจริงที่่สุดแสนจะสกปรกนั้น ใครเป็นผู้สร้าง ถ้าไม่ใช่ความคิดของเราเอง
 
     เมื่อเรามีลูก เราจะสอนลูกของเราว่าอย่างไร สอนเหมือนที่เราได้รับการสอนหรือไม่ จะสอนเค้าว่าดื่มเหล้าเพื่อเข้าสังคมหรือไม่ สอนว่าให้ติดตามข่าวสารดาราแก้ผ้าหรือไม่ สอนว่าให้เราปรับตัวของเราให้เข้ากับโลกแห่งความเป็นจริงหรือไม่ ถ้าเป็นผม ผมจะสอนว่า โลกแห่งความจริงตอนนี้มันแย่มาก และจะบอกลูกว่า ที่แท้แล้ว โลกแห่งความจริง คือโลกที่เด็กๆ เป็นผู้กำหนดด้วยตัวของเค้าเอง แล้วจะสอนด้วยว่า อย่าไปเชื่อผู้ใหญ่ไร้คุณธรรมก็แล้วกัน